


….เมื่อโจโฉวางแผนที่จะสังหารตั๋งโต๊ะ แต่เกิดความผิดพลาดขึ้น ปัญหาใหญ่หลวงจึงเกิดขึ้นตามมา การหนีอย่างไม่คิดชีวิตจึงเป็นทางเดียวที่สามารถทำได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง นั่นก็คือ การคิดเพียงด้านเดียวที่หวังจะสังหาร บิ๊กตั๋ง โดยที่ไม่ได้คิดแผนการล่วงหน้าไว้ว่า หากสำเร็จจะทำอย่างไร และถ้าหากว่าไม่สำเร็จจะต้องทำอย่างไร เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่เราและท่านทั้งหลายควรจดจำ นั่นคือ หากว่าคิดจะทำอะไรลงไปจะต้องคิดให้รอบคอบ กล่าวคือ หากสำเร็จและไม่สำเร็จจะต้องทำอย่างไร อย่าคิดแต่เพียงทางเดียวโดยหวังแค่ชนะ ควรคิดด้วยว่าหากแพ้จะทำอย่างไร

โจโฉนั้นโชคดีมากที่ตันก๋ง ซึ่งเป็นนายอำเภอแห่งหนึ่งได้จับตัวเขาได้ แต่แทนที่ตันก๋งจะจับส่งทางการเพื่อให้ตั๋งโต๊ะปูนบำเหน็จรางวัล เรื่องกลับตาลปัดกลายเป็นว่า ตันก๋งนายอำเภอคนดังกล่าวกลับยอมหนีราชการออกมาร่วมมือกับโจโฉเสียนี่ ทั้งสองนั้นมีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่แบบเดียวกัน คือ ต้องการกอบกู้แผ่นดินให้กลับคืนมาสู่ฮ่องเต้จากการปฏิวัติของตั๋งโต๊ะ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการกระทำตามอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยใจที่สั่งมาว่า ข้าต้องการยิ่งใหญ่ วิกฤติย่อมมีโอกาส ชายชาตินักรบ อัศวินผู้กล้า ย่อมมาเมื่อชาติต้องการ ลูกที่กตัญญูมักเกิดกับครอบครัวที่ยากจน
..
เมื่อทั้งสองหนีออกจากอำเภอดังกล่าวได้ไม่กี่วัน ทางการก็ได้ประกาศจับบุคคลทั้งสองโดยทันที ในประกาศนั้นระบุรางวัลให้อย่างงามหากใครสามารถจับตัวส่งเจ้าหน้าที่ได้
“พี่โจโฉ ท่านกับข้าเห็นทีต้องลำบากแล้วในคราวนี้ ข้าเห็นป้ายประกาศจับเราสองคนเต็มไปหมด เห็นทีท่านกับข้าต้องหนีและเดินทางกันกลางคืนแล้วล่ะ ข้ารู้มาว่ามีอีกเมืองที่ห่างจากนี้ไม่ไกลนัก ที่เป็นเอกเทศและทางการก็ไม่ใคร่จะไปยุ่งเกี่ยวด้วย”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ เมืองทีท่านว่านี้ ข้ารู้จักดีและข้ามีเพื่อนสนิทของพ่อข้า ชื่อ แปะเฉีย อยู่ที่นั่น ข้าว่าเราเดินทางกันคืนนี้เลย”
จากนั้นทั้งสองก็เดินทางไปยัง บ้านแปะเฉียในค่ำคืนนั้นเอง เมื่อทั้งสองไปถึงก็ได้ชี้แจงให้นายประตูทราบว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่นานประตูก็เปิดต้อนรับเป็นอย่างดี ในขณะที่การพบกันในครั้งนี้ทั้งโจโฉและตันก๋งต่างก็ระแวงอยู่ในใจตลอดเวลาว่าจะถูกปองร้ายหรือถูกจับส่งทางการ
“หลานข้า เดินทางไกลมาเช่นนี้ คงเหนื่อยทีเดียวสิท่า เอาอย่างนี้ ข้าจะต้อนรับเจ้าด้วยสุราอย่างเต็มที่ก็แล้วกัน มาๆๆๆๆ พักผ่อนก่อน เดี๋ยวข้าจะให้เด็กๆ ไปซื้อเหล้ามาให้ เจ้าสองคนพักรอในห้องรับรองก่อน”
“ท่านลุง มิได้เด็ดขาด ข้าเกรงว่า เด็กๆ ของท่าน หากไปถึงตลาดแล้วเห็นป้ายประกาศจับตัวข้าและตันก๋งเข้า เรื่องจะยุ่งกันใหญ่ เรื่องเหล้า ไม่ต้องก็ได้นะครับ ท่านลุง”
“ไม่ได้ๆ ไหนๆ เจ้าก็มาแล้ว ข้าจะต้องเลี้ยงดูเจ้าให้สมกับที่พ่อเจ้าเป็นเพื่อนรักของข้า งั้นข้าจะออกไปซื้อเอง เจ้าสองคนพักผ่อน รอข้าก่อนในห้องนี้แหละ” แปะเฉียชี้มือไปยังห้องรับรองที่อยู่ในบริเวณบ้านนั้น
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เผลอหลับไป และขณะที่กำลังหลับเคลิ้มๆ อยู่นั้น เสียงลับมีดจากห้องด้านข้างก็ดังขึ้น พร้อมกับคนงานของแปะเฉียราวสี่ห้าคนพูดคุยกันเสียงดังว่า จะค่อยๆ เชือดมันให้ตายไม่ต้องรีบร้อน
“พี่โจโฉ ตื่นๆ ข้าได้ยินสียงลับมีด และเสียงพูดคุยว่า จะฆ่ามันต้องใจเย็น ลับมีดให้คมก่อน ท่านได้ยินหรือไม่”
ตันก๋งพูดขึ้นท่ามกลางความมืด โจโฉจึงลืมตาขึ้น ในขณะนั้นเองทั้งสองต่างก็ได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฆ่ามันต้องใจเย็น ลับมีดให้คมเสียก่อน” เมื่อโจโฉได้ยินดังนั้นจึงค่อยๆ ไปคว้าดาบของตัวเองที่วางอยู่ด้านข้าง จากนั้นเขาก็ลงมืออย่างไม่คิดชีวิตว่าใครเป็นใครในทันทีทันควัน เบ็ดเสร็จฆ่าคนตายไปในพริบตาสามถึงสี่ศพ
“ฮือๆๆๆ ท่านพี่ ท่านฆ่าผู้บริสุทธิ์ พวกเขาเตรียมจะฆ่าหมูเลี้ยงเราต่างหาก ท่านพี่ ท่านโหดเหลือเกิน ฮือๆๆๆๆ” ตันก๋งสะอื้นร้องไห้ออกมาอย่างตกใจและไม่นึกว่าเหตุการณ์ที่แย่ๆ แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตน หลังจากที่ตันก๋งหลบไปเห็นหมูถูกมัดขาทั้งสี่ขาในห้องเก็บของอีกห้องหนึ่ง
“ข้ายอมทำผิดต่อคนอื่น แต่ข้าไม่ยอมให้คนอื่นทำผิดต่อข้า”
โจโฉกล่าวขึ้น จากนั้นทั้งสองจึงรีบออกจากบ้านหลังนั้นโดยทันที และในระหว่างทางนั้นเองก็ได้พบกับแปะเฉียเข้า เอายังงัยละทีนี้ ในเมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ โจโฉจึงลงมือสังหารแปะเฉียในทันที

นี่แหละครับ อาการหมาจนตรอก เมื่อเกิดขึ้นกับใคร เขาก็จะรักษาตัวเองให้รอดไว้ก่อนเสมอโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณธรรมว่าอะไรควรไม่ควร ก็ในเมื่อจนตรอก การจะถอยก็ทางตัน จะหนีก็ลำบาก อาการสู้ยิบตาจึงเกิดขึ้น เหมือนคราวนี้ที่ โจโฉนั้นเป็นอาการเหมือน หมาจนตรอก ครั้นไม่เด็ดขาดสู้ตายหรือลงมือซะให้เรียบร้อย ความปลอดภัยของตนคงไม่มีแน่ เขาจึงชิงลงมือก่อนเพื่อเอาตัวรอด
– – –
>> บริษัทที่ตกอยู่ในสภาพแบบ หมาจนตรอก จึงมักจะมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงให้เห็นอยู่เสมอ อย่างบริษัทมีหนี้สินรุงรัง กิจการเดิมก็ไม่มีก้าวหน้าให้เห็น ขืนสู้แบบหมาจนตรอกก็จะนำมาซึ่งความเสียหายที่มิอาจคาดเดาว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ การยินยอมเป็นพวกกับศัตรู (ฝ่ายตรงข้าม) จึงเป็นทางหนึ่งที่บริษัทมหาชนนิยมทำกันก็คือ การขายหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP เพื่อให้ผู้บริหารกลุ่มใหม่เข้ามาและกลุ่ม PP กลุ่มดังกล่าวก็มีธุรกิจนอกตลาดที่ต้องการนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดอยู่พอดี การร่วมมือร่วมใจกันของผู้บริหารกลุ่มเก่ากับผู้บริหารกลุ่มใหม่จึงเกิดขึ้น เพียงเท่านี้ จากบริษัทที่มีอาการแบบ หมาจนตรอก ก็ไม่จนตรอกอีกต่อไป กำแพงถูกเจาะ ตรอกถูกเปิด ปลาได้น้ำบ่อใหม่ จึงเกิดขึ้น ความฝัน ความหวังใหม่จึงเกิดขึ้น เพียงเท่านี้ ราคาหุ้นก็วิ่งทะลุโลก จากการนำธุรกิจใหม่ของกลุ่ม PP ที่จะเข้ามาใหม่ ใส่ตะกล้าล้างน้ำ ขัดสีฉวีวันให้ดูดี ดูสดใส และเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ซะเพื่อลืมเรื่องร้ายๆ ลบภาพเก่าที่ว่า หมาจนตรอก ให้หมดไป เพียงเท่านี้ อาการหมาจนตรอก ก็ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
>> บริษัทมหาชน เขามีทีมงาน มีที่ปรึกษา การที่ยอมหลังชนฝาแล้วสู้แบบหมาจนตรอก จึงไม่เกิดขึ้น ไม่เหมือนกับครั้งที่โจโฉผิดพลาด อย่างใหญ่หลวงดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้น นี่ก็ถือว่าโชคยังดีที่ตันก๋งร่วมมือด้วย ไม่งั้นก็คงสิ้นชื่อตั้งแต่วันนั้น….